![]() |
|
Spaces home My Little Space*PhotosProfileFriendsMore ![]() | ![]() |
My Little Space* |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||
July 08 อำลาขวัญในวันเกิดนุชสุนทรพจน์ของน้ำที่เตรียมมามอบให้กับขวัญในวันอำลาอาลัย สร้างความซาบซึ้งใจให้กับพวกเราเป็นอย่างมาก (จนหัวเราะไม่หยุด)
เริ่มด้วย ขวัญก็เป็นเพื่อนกับพวกเรามา 14 ปีแล้ว เพื่อนๆ ถึงกับอึ้ง ที่มาสายไปชั่วโมงกว่าๆ นี่เพราะมัวนับปีอยู่แน่เลย
น้ำกลัวเพื่อนๆ ไม่เชื่อ ถึงกับนับให้พิสูจน์กันเดี๋ยวนั้นว่า เราทำงานมา 4 ปี ใช้ทุน 2 ปี เรียนหมอ 6 ปี สพพ. 2 ปี รวมก็เป็น 14 ปีพอดีไง
ขวัญเป็นเพื่อนที่ดีมากๆ เวลานัดกันขวัญก้อมาตลอด บลา บลา บลา
แล้วก็ต่อด้วย สุนทรพจน์ของส้ม ที่ไม่สามารถจับใจความสำคัญได้ บลา บลา บลา
น้ำกับส้ม ก็ยังเป็นน้ำกับส้มเหมือนเดิม ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่ปีก็ตาม ชื่อรุ่นเราที่แสนยาว "กึ่งทศวรรษฉัตรแก้ว" ก็มาจากน้ำนี่เอง
นอกจากวันนี้เราจะพบปะสังสรรค์กันเนื่องในงานอำลาอาลัยขวัญ ยังเป็นงานวันเกิดนุชอีกด้วย
ในโอกาสนี้ เราได้ร่วมกันกิน mixed cake หลากรส หลายอารมณ์
ถ้าน้ำเป็นเพื่อนกับขวัญมา 14 ปี เราก็เป็นเพื่อนกับขวัญมา 16 ปีแล้ว โอ้ว... นานมากๆ เกือบ 20 ปีแล้วนะเนี่ย
นั่งคู่กับขวัญมาตั้งแต่ ม.3 - สพพ.2 จบมาก็เรียนที่เดียวกันอีก นับเป็นเพื่อนวัยเรียนที่ยาวนานที่สุด
แถมยังมาทำงานที่เดียวกันอีกชั่ววูบ ในที่สุด เราก็ต้องแยกทางกันเดินตามเส้นทางชีวิตของตัวเอง
เมื่อขวัญตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว ที่จะไม่ทำตามกระแสเลื่อกอาชีพยอดฮิตของเด็กจบบัญชีในขณะนั้น
ชีวิตขวัญเข้าสู่เส้นทางที่โปรยไปด้วยความมีสาระและวิชาการ
ในขณะที่ชีวิตของเราก็ระหกระเหิน ไร้จุดหมายไปเรื่อยๆ มีแต่เป้าหมายระยะสั้นในชีวิต คือ การทำงานเพื่อการไปเที่ยว
อีกห้าปี ขวัญจะกลายเป็นดอกเตอร์ละ ช่างน่าตื่นเต้น จะมีเพื่อนสนิทที่เป็นดอกเตอร์เพียงคนเดียว
ห้าปีช่างยาวนาน ถึงตอนนั้นก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเราจะเป็นอะไร ทำอะไร อยู่ที่ไหน แต่มิตรภาพระหว่างเราก็คงไม่เปลี่ยนไป ดังสุนทรพจน์ตอนหนึ่งของน้ำ
เพื่อนสมัยเด็กๆ เราคบกันด้วยความจริงใจ ไม่มีอะไรเคลือบแฝง มันเป็นความบริสุทธิ์ของหัวใจเราจริงๆ
ไม่ว่ากี่ปีผ่านไป เราก็ยังเป็นกันแบบนี้เหมือนเดิม
July 07 เรื่องประทับใจใกล้ๆ ตัวไม่ได้เขียนเรื่องประเภท emotional มานานมาก
วันนี้ขับรถกลับบ้านแล้วรู้สึกว่าเรื่องที่ทำงานยังคงครุกรุ่นอยู่ ติดอยู่ในหัวสลัดไม่ออก ได้อารมณ์ประมาณดูหนังเรื่อง always จบ
เป็นความประทับใจที่เกิดจากเรื่องใกล้ๆ ตัวเรา ในที่ทำงานซึ่งในบางครั้งเราก็อาจมองข้ามบางสิ่งบางอย่างที่ใกล้ตัวเราจนเกินไป
อายุงานขวบกว่าๆ ที่นี่ เราใช้ชีวิตกว่าครึ่งอยู่ที่กรมฯ นานๆ จะได้เข้า office ซักที
แต่ชะตาฟ้าลิขิตให้ได้มาทำ project ที่ office อยู่นานเลย จากพื้นที่ใหญ่โตชั้นบน เราย้ายลงมาชั้นล่างที่พื้นที่เล็กลงกว่าเดิมเหลือเพียงครึ่งเดียว
ทำให้มองเห็นหน้าคนที่อยู่ชั้นเดียวกันได้ชัดเจนขึ้น จำได้มากขึ้น จากตอนที่อยู่ชั้นบน คงกว้างเกินไป เรารู้จักคนที่อยู่ชั้นนั้นได้ไม่ถึงครึ่งล่ะมั้ง
ประชากรส่วนใหญ่ของพื้นที่ทำงานใหม่ของเราเป็นบุคคลประเภทเดียวกับเรา คือ consultant นอกจากนี้ เรามีเพื่อนบ้านเป็นทีม web development, ABAP และ SE
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุผลใด SE มักจะได้รับการจัดสรรที่นั่งให้อยู่ในซอกหลืบ ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่เคยรู้จักคนพวกนี้มาก่อนเลย ทั้งที่เคยอยู่ชั้นเดียวกันมาก่อน
เราจำได้แต่ พป กะ พต ที่นั่งใกล้กับเราตอนอยู่ชั้นบน แต่ก็ไม่รู้ว่าเค้าทำงานอะไรกัน
project ที่เราได้รับมอบหมายเป็นเรื่อง technical ค่อนข้างมาก ทำให้เราได้มีโอกาสสนทนาปราศรัยกับทีม SE เริ่มตั้งแต่หัวหน้าแผนกไปจนน้องๆ ในทีม
เราอยู่ที่นี่มาแสนนาน ไม่เคยมีโอกาสได้คุยกะคนกลุ่มนี้เลย หรืออาจจาน้อยนิดมหาศาล
เริ่มจากเรื่องงาน เราได้มีโอกาสพูดคุย ปรึกษาหารือกับ พป และ คร อยู่เป็นระยะ เนื่องจากดูปัญหาจามากมาย
พป ใจดีมากๆ อธิบายงานให้เราและคนอื่นๆ ฟังไม่รู้กี่รอบต่อกี่รอบ อย่างใจเย็น
คร ถึงแม้จากวนๆ ไปบ้าง แต่ก้อมีน้ำใจกะเราเสมอ ถึงแม้จาชอบพาเพื่อนมากมายมาพูดอยู่บนหัวเรา
และดันเก้าอี้เราจนตัวจาแบนอยู่ละถึงขนาดคิดอพยพ หนีภัยไปนั่งที่อื่น ตอนหลังๆ เห็นว่า ภัยเริ่มน้อยลง เลยกลับมานั่งที่เดิม
มีเด็กคนนึงชอบมานั่งบ่นๆๆๆ มันทุกวัน ประมาณว่าตามมาบ่น เนื่องจากเพื่อนย้ายมานั่งตรงนี้ - -
นต เป็นผู้นำทางด้านกิจกรรมการกิน สรรหาที่กิน แล้ววันหนึ่ง พวกกลุ่มเราก้อได้มีโอกาสเข้าร่วมกิจกรรมการกินด้วย
ซึ่งอาจจามีครั้งเดียว (รึป่าว) เพราะไม่เห็นจาสามารถนัดได้อีกเลย 555
ครั้งนั้นคนมากหน้าหลายตาจนงงไปหมดว่าใครเป็นใคร นับเป็นความสำเร็จของ นต
หลังจากกิจกรรมครั้งนั้น เราได้สนทนาวิสาสะกะ นต จนได้ล่วงรู้เรื่องราวของเหล่า SE มากมาย
ได้รู้ว่าคนพวกนี้ทำงานอะไรกัน จากที่ก่อนหน้านี้ วันๆ เห็นแต่เดินไปเดินมา เอะอะโวยวาย ถ้าเงียบเมื่อไร... กำลังเล่น dot a กันอยู่นั่นเอง
วันไหนอยู่มืด ไม่ยอมกลับบ้าน ก้อแสดงว่า กำลังตั้งหน้าตั้งตาเล่น dot a กันอีกเช่นกัน
เพิ่งรู้ว่า SE ต้องทำงานดึกดื่นมากมาย ที่ออนไลน์กันกลางคืน เห็นอยู่ครบทีม ก้อไม่ใช่เล่นเกมอย่างเดียว ทำงานด้วยนะนั่น
ทำให้ภาพพจน์ในสายตาเราดีขึ้นทันตา นึกว่ามาก้อสายแล้วยังกลับเร็วอีก วันๆ มันทำอะไรกันเนี่ย
สิ่งที่ประทับใจ คือ คนพวกนี้ดูรักกันดีจัง ดูทำงานอย่างสนุกสนาน มีความสุขในการทำงาน แล้วก้อดูรักหัวหน้ามากมาก ซึ่งก้อเกิดจากหัวหน้าน่ารักนั่นเอง
วันนี้รู้สึกประทับใจกับสิ่งที่ คก พูดถึง นต กับเรามากๆ เราว่าจริงๆ มันก้อดูเหมือนไม่มีอะไร ดูเรียบๆ แต่มันแฝงถึงความรู้สึกที่ว่าเค้ารักกันจริงๆ
ที่บอกว่า น้ำตาจาไหล นีมันคลอจริงๆ นะ เว่อร์ไปป่าวนะ :P
ที่ผ่านมา ส่วนใหญ่ตลอดชีวิตการทำงาน คงมีแต่บรรยากาศของความเอาจริงเอาจัง
utilization/ control budget / performance จนไม่ค่อยได้คิดว่าจะมีความสัมพันธ์แบบนี้ในที่ทำงานได้
ไม่แปลกใจที่คนที่นี่ทำงานกันเป็นสิบๆ ปี บางคนอยู่ถึง 30-40 ปีก้อมี
ที่นี่เป็นที่แรก... ที่เรายังไม่เคยเกิดอาการเกลียดวันจันทร์ ทั้งที่ทำงานมาตั้งปีแล้ว
บนพื้นที่ทำงานเล็กๆ รอบตัวเรา ยังมีพื่้นที่มุมเล็กๆ มุมหนึ่งที่เรารู้สึกว่ามันเต็มไปด้วยความสุขมากกว่าเป็นกลุ่มของโต๊ะที่มานั่งทำงานกัน เต็มไปด้วยสีสัน และมิตรภาพที่น่าประทับใจ
ขอบคุณทุกๆ คนที่หยิบยื่นมิตรภาพ และไมตรีจิตอันดีให้แก่เราด้วย ทำให้เราพลอยมีความสุขไปด้วย
June 29 Knock Cuisineเมื่อวานคุณน็อคเปิดครัวต้อนรับสาวๆ ทำอาหารอิตาเลียนให้รับประทานกัน
อาหารมือนี้ประกอบด้วย
และ เส้นอะไรซักอย่างผัดทูน่า >>
เส้นใหญ่ไปหน่อย เนื่องจากเส้นสปาเก็ตตี้หมด น็อคให้เราช่วยซื้อเส้นสปาเก็ตตี้มาให้หน่อย
ด้วยความเป็นแม่ศรีเรือนขนาดนี้ กว่าจะเจอ shelf ที่ขายเส้นก้อควานหาอยู่นาน
พอเจอปุ๊บด้วยความดีใจ เจอยี่ห้อที่น็อคบอกไว้พอดี จำว่า ugly แต่จริงๆ คือ "Agnesi" - -'
น็อคสั่งไว้ว่า เส้นเบอร์ 5 เจอเส้นพวกนี้มีเบอร์ต่างๆ มากมาย ยกเว้นเบอร์ 5 ^_-
เบอร์ 6 ละกันดูใกล้เคียง ยี่ห้อนี้ก้อมีอยู่แค่นี้แหละ ต่างกันเบอร์เดียว ไม่เป็นไรหรอกน่า
ปรากฏว่า มันไม่ใช่สปาเก็ตตี้อะ เป็นเส้นอะไรไม่รู้ กลวงตรงกลางด้วย แต่ก้ออร่อยดีนะ ด้วยฝีมือ chef น็อค
อาหารอิตาเลี่ยนมื้อค่ำวันนี้ เรารับประทานกันที่ตั่งไม้ ซี่งเป็นที่นอนของคุณยาย ดูละไม้คล้ายการกินขันโตก
อาหารหมดเกลี้ยง ด้วยความปลาบปลื้มใจของ chef
ต่อด้วย white vine และน้ำองุ่น (หลังจากไวน์หมดไปแล้ว.... คิดว่าคือกัน เป็นสิ่งที่ทดแทนกันได้)
และบทสนทนา เรื่อง girl emotion ที่ครุกรุ่นกลางวงไวน์ และเรื่องสัพเพเหระอีกมากมาย
ตบท้ายด้วยของหวาน ที่น็อคภูมิใจนำเสนอมากๆ เป็นสตรอเบอรี่แช่เย็นราดด้วยครีมที่มีส่วนผสมเป็นวีบครีบและน้ำตาลไอซิ่ง .... อร่อยเลิศ !!!
May 12 โฮมกระเตงกระเตง
กระเตงคือ กระท่อมของชาวประมงที่ปลูกกลางทะเล เพื่อใช้เฝ้าหอยแครง เมื่อทะเลมีคลื่นและลมแรง กระท่อมที่ปลูกไว้ในลักษณะชั่วคราว
ก็จะมี อาการโยกเยก ชาวเลเรียกอาการดังกล่าวว่ากระเตง จึงเป็นที่มาของกระเตงกลางทะเล
โฮมกระเตง คือ ที่พักของพวกเรา พี่ริส เจ้าของ บอกว่า แทนที่จะเป็น โฮมสเตย์ ก็ใช้คำว่า "โฮมกระเตง" แทน
กระเตงที่เราอยู่เป็นกระเตงแฝด มีทางเดินเชื่อมระหว่าง 2 กระเตง กระเตงเรามีสีอมส้ม หลังคามุงจาก มีลานกว้างไว้นอนเล่นเย็นใจ มีน้องเข้ตัวใหญ่เป็นเพื่อนเล่น
และมีตะเกียงสีฟ้าให้เราถ่ายรูปเล่นเป็นหลายสิบรูป
กระเตงเราอยู่กลางทะเลเลย พี่ริสพยายามเน้นย้ำกับเราว่ากระเตงมีความมั่นคง ปลอดภัย
ถ้ามีสิ่งบอกเหตุว่าจะเกิดพายุ ชาวเลอย่างพี่ริสจะรู้ล่วงหน้า และจะมาช่วยเหลือพวกเราทันที ตอนแรกก็ไม่ได้ซักนิดว่าจะไม่ปลอดภัยอะไร
แต่พอกลับมารู้ข่าวไซโคลนนากรีส แล้วคิดว่า นี่ถ้าพายุเปลี่ยนทิศอีกนิด แทนที่จะเข้าสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอิระวดี มาเข้าสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแม่กลองแทน คงตายกันหมดแล้ว
ท่ามกลางหอย...ดาษดื่น&มากมาย
เบื้องล่างของกระเตง อุดมไปด้วยหอยมากมาย ส่วนมากเป็นหอยตลับ ส่วนน้อยเป็นหอยแครง
หลังจากหลอกล่อให้น้องเติ้ลไปโชว์เล่นกระดานเลน บอกว่า เดี๋ยวตามลงไป แล้วก็ไม่ลง ทำให้น้องเติ้ลแอบงอนเล็กน้อย
แต่พอน้องเติ้ลโชว์การดำน้ำเก็บหอยเท่านั้น บรรดาพี่ๆ ก็เกิดจิตใจฮึกเหิมอยากลงไปเก็บหอยด้วยมือตัวเอง ลงไปลอยกันอยู่เต็มน้ำ
ทำให้คุณกระเตงข้างๆ ทะยอยกันตามลงมาเก็บหอยกันอย่างสนุกสนาน ระหว่างเก็บหอย น้ำก็ค่อยๆ ขึ้นมาเรื่อยๆ จนเริ่มจะถึงหัว... ขึ้นดีกว่า
เริ่มไปปลอดภัยซะละ ถึงแม้น้องเติ้ลจะอาสาให้พี่ขี่คอ แต่ก็ไม่เอาดีกว่า... กัวๆ
คืนนั้น ปาร์ตี้หอยตลับย่าง กว่าจะติดเตาถ่านได้นี่ หมดน้ำมันเชื้อเพลิง เศษผ้า กระดาษ และแรงงานไปเป็นจำนวนมาก
หลังจากนั้น ก็ลิ้มรสหอยตลับที่เก็บมาเองกะมือ อย่างเอร็ดอร่อย ร่วมร้อยตัว
เรื่องของหิ่งห้อย
ไปสมุทรสงคราม ถิ่นหิ่งห้อย
พี่ริสบอกว่าจะพาไปดูหิ่งห้อยของแท้ มีเยอะมากๆ นั่งเรือไปประมาณครึ่งชั่วโมงก็ถึงย่านที่พี่ริสบอกว่า ธรรมดาหิ่งห้อยเยอะมากๆ วันนี้หายไปไหนหมด มีน้อยมาก
เราคงดวงไม่ถูกกะหิ่งห้อยจริงๆ ไปสองรอบ หิ่งห้อยน้อยตลอดเลย
หิ่งห้อยที่ได้พบเห็นมีลักษณะแตกต่างจากที่เคยไปดูที่อัมพวาเมื่อสองปีก่อน ลักษณะแสงที่เห็นกะพริบเป็นจังหวะที่ไม่สม่ำเสมอ ดูเป็นธรรมชาติกว่า แล้วก็ขึ้นแต่เฉพาะต้นลำพูเท่านั้น
ระหว่างล่องเรือ จะเห็นแสงลอยไปลอยมาในบางช่วง ทำให้รู้สึกได้ถึงความเป็นของแท้ตามที่พีริสคุยไว้
หิ่งห้อยที่อัมพวา... ลักษณะแสงที่เห็นค่อนข้างเป็นจังหวะที่ดูมีระบบ เหมือนไฟประดับศาลพระภูมิ และขึ้นบนต้นแปลกๆ เช่น ต้นมะพร้าว
พี่ริสบอกว่า ข่าวที่ว่าจริงๆ แล้วมันคือไฟประดับเป็นเรื่องจริง ยืนยันด้วยเพื่อนบ้านกระเตงข้างๆ ที่เคยทดลองขว้างขวดเบียร์ไปที่ดงหิ่งห้อย แล้วพบว่าหิ่งห้อยตกลงมาเป็นสาย
การใช้ชีวิตอยู่บนโคลน
เพื่อนสาวนางหนึ่งบอกว่า รู้แล้วทำไมควายชอบอยู่ในโคลน... มันสบายอย่างนี้นี่เอง มันทั้งนุ่ม ทั้งเย็น
ต้องใช้วิชาตัวเบาในการเคลื่อนที่บนโคลน ถ้าไม่มีอุปกรณ์เสริมอย่างกระดานเลน เพราะโคลนจะดูดตัวเราลงไปเรื่อยๆ เมื่อยืนอยู่กับที่
ควรเคลื่อนไหวด้วยการเดินไปมาตลอดเวลา เดินวนไปเรื่อยๆ
กระดานเลน... เป็นเครื่องมือหากินในการเก็บหอยแครง เราจะไม่สามารถทรงตัวอยู่ได้โดยไม่มีอุปกรณ์เสริมนี้
กระดานเลน ยังเป็นเครื่องเล่นสร้างความสนุกสนานในการสไลด์โคลน จะสนุกมาก ถ้าเป็นคนนั่งและมีเพื่อนช่วยดันให้
สิ่งมีชีวิตบนโคลนที่มีอยู่เป็นจำนวนมาก คือ ปู .... เป็นล้านตัวเลย ยิ่งเวลาที่แดดออก ปูจะออกจากรูปมาอาบแดดกัน เต็มพื้นที่ มองออกไปไกลจนสุดลูกหูลูกตา
นอกจากนี้ ยังมีปลาตีน ที่น่ารักน่าชัง มีท่าทางการว่ายน้ำที่ดูแล้วคลายเครียดดีทีเดียว อยู่ทั่วไปในบริเวณที่พอจะมีน้ำขังเล็กน้อย
ฝูงลิงแสม
กิจกรรมสุดท้าย คือ การให้อาหารลิง ฝูงลิงแสมฝูงใหญ่มาอวดโฉมให้เราดูหลังจากเอากล้วยมาล่อ
จริงๆ แล้ว ลิงพวกนี้ไม่ได้กินกล้วยเป็นอาหารหลัก พวกเค้ามีอาหารการกินค่อนข้างอุดมสมบูรณ์อยู่แล้ว อาหารของพวกเค้าก็คือ ปู นั่นเอง
เห็นหักก้ามกินกันอย่างเอร็ดอร่อย แต่ลิงน้อยทั้งหลายก็คงเบื่อ เห็นคนเอากล้วยมาให้ ก็ติดกล้วยซะงั้น ตามสัญชาตญาณลิง
พากันลอยคอมาใกล้เรือเป็นทิวแถว ลิงแม่ลูกอ่อน ลิงตัวร้าย ลิงตัวโกง ลิงหน้ามึน ลิงยืด ลิงทะเลาะกัน....
ชาวโฮมกระเตง
พี่ริส พี่ชื่น น้องเติ้ล น้องนนท์... ฯลฯ >>> ทุกคนน่ารักมากๆ
ขอบคุณทุกๆ คนจริงๆ
พี่ชื่น... ที่คุยกะเรา ประหนึ่งว่ารู้จักสนิทสนมกันมาเนิ่นนาน
พี่ริส...ที่พาไปเที่ยว เล่านู่นนี่ให้ฟัง เอาอกเอาใจทุกอย่าง อยากทำอะไรบอกเลย พี่จัดให้
นี่น้องๆ บอกช้าไปนิดว่าอยากกินหอยนางรม ไม่งั้นไปหั่นมาให้กินซักพวงก็ได้
พี่ริส ถึงขนาดเสนอจะเอาปืนมาให้เราเก็บไว้ที่กระเตง เพราะเห็นว่า กระเตงข้างๆ มีผู้ชายเยอะ แต่พวกหนูไม่กลัวผู้ชายนะคะพี่ กลัวปืนมากกว่า
น้องเติ้ล/น้องนนท์... ไกด์ตัวน้อย ที่บริการสุดประทับใจ ดูแลพี่ๆ อย่างดีตลอด คอยเป็นเพื่อนเล่น เล่านู่นนี่ให้ฟัง และพาไปเก็บหอย
ทีมงาน...ที่ทำอาหารให้ทาน เก็บกวาดกระเตง ขับเรือ เข็นเรือ
(เอื้อเฟื้อภาพประกอบโดยน้องก้าว)
April 27 สะบายดี ปีใหม่ลาว 2008วังเวียง... เพียงทางผ่าน
วังเวียงเปลี่ยนไปมากจากห้าปีก่อนที่ได้มีโอกาสมาเยือน
วังเวียงในวันนี้มีเกสต์เอ้าส์ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด มีถนนสายบันเทิง ที่มีร้านอาหารและผับจำนวนมาก
คราวก่อน.... ที่พักที่ดีที่สุดในไม่กี่แห่งอยู่ข้างสนามบินเก่า ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว ลูกค้าพาไปพักกันที่นั่น
ถนนในวังเวียงน่าจะมีสายเดียว คือ สายที่อยู่ริมน้ำซอง มีเกสต์เฮ้าส์ไม่น่าเกิน 5 ที่ อยู่ริมน้ำกันหมดเลย
จำได้ว่ามีร้านอาหารร้านเดียวที่ได้ไปกิน ทั้งมือเย็นและมื้อเช้า อยู่ริมน้ำเลย มีผัดเผ็ดปลาไหลด้วย....ไม่กล้ากิน
กิจกรรมที่รู้สึกประทับใจจนวันนี้ คือ การพายเรือคายัค ซึ่งดูราคาแพง (แต่ลูกค้าออกให้) จริงๆ แล้ว มือไม่พาย เอาเท้าราน้ำมากกว่า
เพราะพายไปได้แค่ไม่กี่นาที ก็รู้สึกเหนื่อยมากมาย เป็นหน้าที่ของคุณลูกค้า ส่วนเราก็กินขนมแขกที่ลูกค้าซื้อมาให้กินอย่างเพลิดเพลิน
น้ำใสไหลเย็น เห็นก้อนหินข้างใต้เลย น้ำตื้นมาก ใสมาก ประทับใจสุดๆ
พอมาขึ้นบกแถวตัวเมือง มีหมู่ของคุณลูกค้ามารับ ใจดีหลาย เราตัวเปียกเปื้อนรถเค้า เค้าก้อบอกแต่ บ่เป็นหยัง น่ารักมากๆ
คราวนี้... วังเวียงเป็นเพียงทางผ่าน เพราะกว่าจะถึงวังเวียงก็เกือบหกโมงเย็นแล้ว ขี้เกียจหาที่พัก ก็เลยพักที่รถมาจอดเลย คืนละ 13 $
ถูกมากเลย อยู่ริมน้ำเลย มีแอร์ น้ำอุ่น พร้อม อยู่ที่นี่แค่คืนเดียว ตอนเช้า รถไปหลวงพระบางมีรอบสุดท้าย 10 โมงเช้า
เลยมีเวลาไปเที่ยวถ้ำจัง ... เพียงปากถ้ำ เนื่องจากไฟดับ ด้วยพายุที่โหมกระหน่ำตั้งแต่เมื่อคืน (จนน้ำท่วมห้องพัก)
ได้สัมผัสวังเวียงแบบผิวๆ จริงๆ ไว้คราวนี้ว่าจะมาอยู่นานกว่านี้ ... แต่ไม่รู้เมื่อไรนะ :P
เมืองหลวงพระบาง
ในที่สุดก็ได้มีโอกาสไปเยือน เมืองหลวงพระบาง.... ที่ใฝ่ฝันมานาน
นาทีแรกที่รถสองแถวนำเราเข้าไปในย่านเมืองเก่า เหมือนต้องมนต์ ไม่แปลกใจว่าทำไม ผู้คนจำนวนมากถึงได้หลั่งไหลกันมาที่เมืองนี้
บ้านเรือน ช่างน่ารัก มีเสน่ห์ บรรยากาศยามเย็น พระอาทิตย์ใกล้ตกดินยิ่งทำให้ยิ่งดูมีมนต์ขลัง
เฮือนพักของเรา ชื่อ ทัศพร เกสต์เฮ้าส์ ทางเข้าต้องเดินผ่านวัดด้วย เป็นซอยเล็กๆ ที่มีเกสต์เฮ้าส์น่ารักๆ อยู่เป็นจำนวนมาก
ที่พักเราใกล้กับแหล่ง shopping เลย shop กันทุกวันเลย โดยเฉพาะบรรดาพ่อบ้านของ trip นี้ -_^
ย่านที่เราอยู่เป็นย่านเมืองเก่า มีวัดอยู่เต็มไปหมด และบ้านเรือนก็เป็นศิลปะฝรั่งเศส ดูสวยงาม น่ารัก อยู่ใกล้ริมโขงด้วย
ถือว่า อยู่ใน location ทีดี ไปไหนมาไหนสะดวก เดินเล่นได้ ถ้าไม่เปียก ในภาวะเช่นนี้ T T
ตอนเช้า ได้มีโอกาสไปใส่บาตรข้าวเหนียวอยู่ 2 วัน ได้เดินตลาดสด เดินเล่นในเมืองดูบ้าน ดูเมืองเล็กน้อย
จริงๆ ข้าวเหนียวมันเยอะมากจนล้น เพราะคนไทยที่แห่กันไปนี่แหละ คนลาวเอง เค้าจะใส่บาตรกันด้วยอย่างอื่นมากกว่า
รู้สึกว่า ยังเดินเล่น ถ่ายรูปไม่หนำใจเลย คราวหน้าจะมาอีก....แต่ไม่รู้เมื่อไร(อีกละ) :P
งานปีใหม่ที่เมืองหลวง
มีงานสำคัญ 2 งานที่เมืองหลวง คือ งานพระธาตุทราย กับ งานแห่นางสังขาร
งานพระธาตุทราย จัดขึ้นที่บนดอนกลางแม่น้ำโขง มีการก่อเจดีย์ทราย ไปไหว้พระที่วัดร้างบนโบสถ์ที่อยู่อีกฝั่ง แล้วก็มีงานรื่นเริงบนดอน
แดนซ์กันกระจาย มีเวทีใหญ่ถึงสองเวที ดูมันมาก จนเพื่อนเราอยากไปร่วมวงด้วย แต่ก็ไม่กล้า เลยเดินดูเล่น ไปไหว้พระ
แล้วก็กลับมาฝั่งเมือง โดดขึ้นรถกระบะ ขอร่วมเล่นน้ำด้วย เลือกคันที่ดูคนหนาแน่นน้อยๆ และที่สำคัญ มีชายหนุ่มหน้าตาใจดีนั่งอยู่ด้านหลัง
ก็ปรี่เข้าไปหาทันที่ แล้วก็เว้า " อ้าย... ไปด้วยได้บ่ ขอเล่นด้วยนะเจ้า" อ้ายบ่าวก็บอก " ได้ๆ ขึ้นมาเลย" แล้วพรรคพวกทั้งสี่ก็ขึ้นกันไปจนรถ load กันเลย :P
อ้ายบ่าวนี่มาจากเวียงจันทน์เลย มาเล่นน้ำสงกรานต์กันถึงที่นี่ ส่วนผู้สาวทั้งหลายเป็นคนเมืองหลวงอยู่แล้ว
วนไปได้ซักพัก แถวใกล้บ้าน รถก็จอดเพราะมีปัญหาเรื่อง mp3 อะไรซักอย่าง ก็เลยขอตัวลง เดินกลับบ้าน
งานแห่นางสังขาร จัดขึ้นในวันที่ 13 เมษา ของทุกปี ก็เหมือนการแห่นางสงกรานต์ของไทยแหละ (คิดว่านะ :P)
กลับมาไม่ทัน เนื่องจากรถติดขากลับจากน้ำตกตาดกวางสี อดดูขบวนแห่ เดินตามไปที่วัดเชียงทอง ซึ่งเป็นหัวเมือง เนื่องจากเค้าแห่นางสังขารจากท้ายไปหัวเมือง
จะไปดูนางสังขารกัน แต่... ปรากฏว่า ลืมนางสังขารไปเลย เพราะตกตะลึงในความน่ารักของน้องคนนี้... จำชื่อไม่ได้แล้ว แต่เป็นเจ้าของเพลง "กิ๊กน้อยใจ" ที่กำลังฮิตที่ลาวขณะนี้
เลยไปขอถ่ายรูปด้วย น้องเค้าน่ารักมาก ไม่ถือตัวเลย เป็นมิตรสุดๆ
การเดินทางกลับ
ไม่มีการเดินทางครั้งไหนที่ราบรื่น ตลอดรอดฝั่งจริงๆ
ปัญหาเรื่องตั๋วเครื่องบินทำให้เพื่อนเราต้องเสียเงินไปมากมายกับการโทรข้ามประเทศ
เนื่องจากดันไปจองตั๋วกับ agent ห่วยๆ ไร้ความรับผิดชอบ เราไปถึงหลวงพระบางแล้วการบินลาวไม่ยอมออกตั๋วให้เรา
เนื่องจาก agent มันไม่โอนเงินให้การบินลาว มันว่าให้เราออกเงินไปก่อน แล้วจะ refund เงินให้เมื่อกลับกรุงเทพฯ
ไม่มีทาง.... โดยพี่ชัยด่าจนมันต้องไปจัดการออกตั๋วให้จนได้ เจอฟ้อง ททท. แน่แก ทำตัวเลวแบบนี้... เอาไว้ไม่ได้แล้ว ขอให้มันโดนปิด... สาธุ จะได้ไม่ไปหลอกคนอื่นต่อไป
ได้ตั๋วมาแล้ว เรื่องยังไม่จบ เพราะเรามีเวลาเพียง 2 ชม. จากสนามบินเวียงจันทน์ถึงสนามบินอุดร
พี่ชัยบอกให้เราเตรียมหาที่พักเวียงจันทน์ได้เลย ไม่ทันชัวร์
แล้วปาฏิหาริย์ก็เกิดขึ้น ... ด้วยความกลัวเปียก พี่ชายขอให้ออกเร็วขึ้น ทำให้เราไปเช็คอินเร็ว ไปถึงบ่ายครึ่ง ได้ขึ้นเครื่องบ่ายโมงสี่สิบนาที เร็วสุดในชีวิต
เราจึงมีเวลาเพิ่มเป็น 3 ชม. จาก เวียงจันทน์ไปอุดร
ในเวียงจันทน์ เล่นสงกรานต์กันอย่างดุเดือดทีเดียว ไม่ต่างจากเมื่องไทยเลย รถก็ติด แต่ด้วยบริการผ่านแดนด่วนถึง 2 ด่าน ใช้เงินซื้อความสะดวก
ทำให้เราสามารถถึงอุดรก่อนเครื่องออกครึ่งชม.พอดี ... แล้วเครื่องบินก็ delay ไปครึ่งชม. ... เหอะๆ
|
|
||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|